สิ่งที่ต้องเจอในมหาวิทยาลัย

สิ่งที่ต้องเจอในมหาวิทยา

สิ่งที่ต้องเจอในมหาวิทยาลัย

ข้อที่ 1  ลืมชีวิตในฝันแบบในหนังไปได้เลย
ข้อแรกมาก็คือความจริงอันโหดร้าย ดูมาแต่เด็กน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์  ละครมากมาย  ภาพยนตร์อีกเยอะแยะที่วาดฝันชีวิตแสนสบายในมหาวิทยาลัย  มันก็เหมือนน้องๆ ดูฮอร์โมนนั่นล่ะ ความเป็นจริงมันไม่มีแบบนั้นเลยใช่มั้ยล่าาาา

ข้อที่ 2  อย่าคิดว่าจะได้โดดเรียน
ถึงแม้ว่าบางวิชาจะไม่บังคับให้เราเข้าเรียน (โดยเฉพาะ sec ใหญ่ๆ  ส่วนsec แปลว่าอะไรแปลตรงๆ ก็คงเป็นห้องที่เท่าไหร่ เรียนวันไหน เรียนกับอาจารย์อะไร ซึ่งจะแตกต่างกันแม้จะเป็นวิชาเดียวกัน)  แต่ถึงอย่างนั้นแล้วในคณะที่เหี้ยมโหด กลับไม่มีช่องทางให้เราโดดเรียนเที่ยวเตร่ได้เลย  เพราะมันแสนจะยากเหลือเกิน เรียกได้ว่าถ้าไม่เข้านี่มีหวังเกรดร่วงแหงๆ   ส่วนใครที่ไม่แคร์เกรดเรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเลยจ้าาาา 

ข้อที่ 3  อยากมีแฟนในมหาวิทยาลัย
อันนี้เรียกว่าเป็นความคิดที่ผิดสุดๆ ถ้าคิดว่าเข้ามหาลัยได้แล้วเดี๋ยวก็จะมีคนมาจีบ มีแฟนเอง  คนที่ได้เจอคนดีๆ ก็โชคดีไป  แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะได้เจอคนรักขนาดนั้น บางคนนี่วาดฝันไว้ซะสวยงาม จบออกไปโสดอย่างห้าวหาญ เช่น คนพิมพ์เป็นต้น โดนทิ้งโค้งสุดท้ายซะอย่างงั้น 5555+

ข้อที่ 4  ไม่มีเพื่อนที่จริงใจในมหาวิทยาลัย
ข้อนี้อาจดราม่าสักนิด แต่ออกตัวก่อนเลยว่า คนดีๆ จริงใจนั้นมีมาก แต่ด้วยการที่มหาวิทยาลัยมีโอกาสน้อยมากที่เพื่อนในกลุ่มของเราทุกคนจะเรียน sec เดียว สาขาเดียว เวลาเดียว ฯลฯ กับเราทุกวิชา เพราะฉะนั้นแล้วเราก็จะได้สังคมใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เหลือที่เรียนกับเราตลอดเวลาจริงๆ จะแค่ 2-3 คนเท่านั้นล่ะ ส่วนที่บอกว่าอาจจะไม่จริงใจ จริงๆ ก็แค่คิดมากกันไปเอง ก็แค่อาจมีนินทากันบ้างเล็กน้อยเป็นต้น ผู้ชายเรื่องนี้สบายใจได้เพราะไม่ค่อยมีปัญหา  แต่ผญ. นี่เปลี่ยนกลุ่มกันเป็นว่าเล่นเลยล่ะ (ขอโทษน้าาา ที่ตีแผ่ความจริง)

ข้อที่ 5  ฉันจะทำกิจกรรมให้แหลกไปเลย
ข้อนี้นี่หลายคนคิดเลยว่า เข้ามหาวิทยาลัยมาจะหาอะไรทำดีน้าาาาา นอกเหนือจากเรียน  เล่นกีฬาดีไหม ฟิตเนสดีไหม หรือทำกิจกรรมอะไรต่างๆ   ข้อนี้บอกได้เลยว่าคนที่จะได้ทำแบบนั้นจริงๆ มีเปอร์เซ็นน้อยมาก เพราะคุณอาจต้องแลกกับเวลาต่างๆ มากมาย  โดยเฉพาะบางคณะนี่อ่านหนังสือสอบกัน 2-3 สัปดาห์ก่อนสอบ หรือมากกว่านั้น  ทำให้เวลาร่วมกิจกรรมแทบไม่มี   ที่สำคัญที่สุดก็คือ  บางชมรมมันเหมือนเกิดมาแค่คนบางกลุ่มเท่านั้น   เป็นต้นว่าแม้คุณจะอยากเข้าชมรมนี้ และชมรมนี้ก็เปิดกว้างให้ทุกคนเข้าร่วม  แต่บางครั้งสภาพสังคมในนั้นกับบีบอัดราวกับว่าเราเป็นส่วนเกิน สุดท้ายก็ไม่ได้ร่วมทำอะไรอยู่ดี  คือมันก็ไม่เชิงแบบนั้นหรอก เพียงแต่ว่าเราเข้าไปก็ไม่ค่อยรู้จักใคร  และทุกคนก็ไม่รู้จักเราก็เลยไม่ค่อยชวนเราคุย ก็คุยกันเองกับคนรู้จักแค่นั้นเอง    นอกจากว่าคนที่สนใจจริงๆ แล้วก็เคยร่วมงานกันมาบ้าง หรือเชิญชวนกันมา แบบนี้ก็จะรอดไป

ข้อที่ 6  จบไปฉันอยากจะทำงานที่มั่นคง
ข้อนี้บอกเลยว่า หลายคนจบมาไม่ตรงกับที่ตัวเองอยากเรียนเยอะมากกกกก   ที่สำคัญคือจบมาอย่างไม่มีความรู้ด้านนั้นจริงๆ ก็เยอะไม่แพ้กัน  นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมบางบริษัทถึงรับคนจบคณะที่ไม่ตรงกับตำแหน่ง เช่นการตลาด เป็นต้น  รับแทบทุกคณะ  ก็เพราะว่าบางครั้ง เด็กที่จบการตลาดเองก็ไม่ได้วิเศษ วิโส ไปกว่ากันสักเท่าไหร่  เพราะตอนสอบก็เหมือนท่องจำไปสอบ   หรือเด็กที่เรียนเกี่ยวกับสายวิทยาศาสตร์ จบออกมาความรู้คืนไปหมดก็มีไม่น้อยเลยล่ะ  เพราะฉะนั้นผู้เขียนแนะนำว่า  ไม่ผิดที่จะเลือกเข้าคณะที่ไม่ใช่ แต่มหาลัยที่ชอบ  แต่จะผิดมากๆ ๆ ๆ ๆ ถ้าเราไม่ใช้เวลา 4 ปีที่มีศึกษาเพิ่มเติมเรื่องที่เราสนใจ  (เช่น ผู้เขียนเจอมาเยอะมากที่สุดก็คือ คณะ...... อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ  ผู้เขียนจะแนะนำว่าก็ใช้เวลาที่มีนี้ล่ะ ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องของธุรกิจ  ไม่ใช่รอเรียนจบแล้วค่อยเรียนต่อ หรือว่าจะยอมเตะฝุ่น ทำงานที่ไม่ใช่ไปก่อน )

ข้อที่ 7  รุ่นพี่ก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าเราหรอก
เรื่องนี้จริงเสียยิ่งกว่าจริง  ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้เขียนอาจหมายถึงรุ่นพี่ที่ห่างกับเราไม่มาก เช่น 1 - 2 ปีเป็นต้น  อย่าลืมว่าบางคนถึงจะเรียนไปก่อน แต่ก็ไม่ได้รู้มากไปกว่าเราเท่าไหร่ โดยเฉพาะรุ่นพี่ที่ท่องจำไปสอบ แล้วก็คืนอาจารย์ ที่แย่กว่าคือ มาว๊ากๆ เราแบบนี้ ทั้งที่ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย ถ้าไม่เชื่อลองย้อนไปดูสมัยเราเป็นเด็กม.ต้นแล้วเจอรุ่นพี่ ม.5-6 มาคุมสแตน เรามองว่าพี่ๆ โต๊ โต ฉลาด และดูเป็นผู้ใหญ่  พอเรามาอยู่ ม. 5 - 6 จริงๆ ก็เราก็รู้ว่า แม่งจริงๆ พี่ๆ ก็กากเกรียนดีๆ นี่เอง  อารมณ์เดียวกันเลยจ้า ปีที่มาว๊ากๆ พอถึงเวลานั้นเราก็จะคิดแบบเดียวกัน จริงมีคำพูดที่ว่าสุดท้ายมันวัดกันที่ตอนทำงาน

ข้อที่ 8  มหาวิทยาลัยดี ไม่ใช่เจอมีสังคมที่ดีเสมอไป
แน่นอนว่า การสอบเข้าไม่ได้วัดทักษะความเป็นคนขนาดนั้น  เราจะต้องเจอกับสังคมที่ทั้งแว๊นๆ เกรียนๆ เกมเมอร์  เด็กเรียน  เด็กนั่งสวย  เด็กอวดรวย  หัวขโมย  ติดยาอะไรแบบนี้ก็ยังมี  เรียกว่าเจอครบทุกแบบเลย เพราะฉะนั้นก็อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคนขนาดนั้น  เพราะคุณอาจโดนหลอกเอาได้ง่ายๆ   โดยเฉพาะเรื่องของความรัก  อย่าลืมว่าการศึกษาไม่สามารถวัดนิสัยได้ขนาดนั้นเนาะ


ขอบคุณข้อมูล http://www.glurr.com/topic/1146
โดย mooBo
วันที่ 1 ตุลาคม 2560 19:59 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 797 ครั้ง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Share to Facebook Share to Line Share to Twitter Share to Google+